เรียวรุ้ง ณ ปลายฟ้า

posted on 28 Dec 2009 11:02 by chinnaphong

ทุกๆครั้งที่ฝนตก

ฉันมักจะเฝ้ามองสายฝนอยู่ริมระเบียง

ท้องฟ้าสีเทา สายฝนสีขาว

ฉันเฝ้ามองหาเธอท่ามกลางสายฝน

ป่านนี้...เธอจะเปียกฝนอยู่รึเปล่านะ...

 

ฉันเฝ้ามองหยดน้ำบนกระจกใส

ป่านนี้เธอจะร้องไห้อยู่รึเปล่านะ...

 

ทุกๆครั้งที่ฝนหยุด

ฉันมักจะเฝ้ามองสายรุ้ง

เส้นสีที่โค้งพาดผ่านขอบฟ้า

ฉันคิดว่า...นั่นคือรอยยิ้มของเธอ

 

รอยยิ้มของเธอ ทำให้ฉันต้องร้องไห้

เพราะเธอไม่ได้อยู่ตรงนี้อีกต่อไปแล้ว

 

ณ ที่ใดสักแห่ง ที่สายรุ้งพาดผ่าน

เธอเองก็คงจะอยู่ตรงนั้นเช่นกัน

ทว่าฉันจะทำอย่างไรได้

หากฉันเป็นนก ฉันก็คงจะบินไปหาเธอบนท้องฟ้า

 

ไกลเหลือเกิน

เธอจากฉันไปไกลแสนไกล

 

ฉันทำได้เพียงเฝ้ามองสายรุ้งค่อยๆลับหายไป

จนกระทั่งท้องฟ้ากลับมาส่องสว่างดังเดิม

ฉันหลับตาลง

และคิดถึงภาพเธอ

 

เธออยู่ที่นั้น

เรียวรุ้ง ณ ปลายฟ้า...

 

 

 

[ ได้รับแรงบันดาลใจจากเพลง Over the rain bow]

[ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน เข้าไปฟังเพลง Over the rainbow ที่นี่ครับ

http://www.4shared.com/file/37030256/cae244d6/Il_Divo_-_The_Christmas_Collec.html?s=1 ]

[บทกวีบทนี้เป็นพลอทส่วนหนึ่งของนวนิยายเรื่อง เรียวรุ้ง ณ ปลายฟ้า ]

 

 

 

 

 

หนทางสู่ความตายและความสงบที่แท้จริง

 

            เราคงเคยได้ยินนิยามของความตายกันมาบ้างแล้ว ความตายคือจุดจบ ความตายคือการพักผ่อน หรือ ความตายคือการเดินทาง แน่นอนว่า ไม่มีใครที่รู้จักและเข้าใจถึงความหมายของความตายอย่างแท้จริง ( แม้กระทั่งคนตายเองก็ตาม ) แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นรูปธรรมที่เห็นได้ชัดจากความตายก็คือ ความตายพรากเอาชีวิตไป เหลือเพียงร่างกายที่เฝ้ารอการสูญสลายไปตามกาลเวลา

            เราเคยคิดถึงเรื่องของความตายกันบ้างไหม และคิดถึงมันในรูปแบบใด หลายๆคนอาจจะคิดว่า ความตายจะเกิดขึ้นในตอนที่เรามีอายุมากๆ จนทำให้เราใช้ชีวิตในวัยหนุ่มสาวกันอย่างเพลิดเพลิน แน่นอนว่ามีคนในวัยหนุ่มสาวจำนวนมากที่ต้องเจอกับความตายเช่นกัน แต่นั่นก็เพราะการใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลินมิใช่หรือและไม่เฉพาะคนหนุ่มสาว คนในวัยทำงานเองก็เช่นกัน หลายๆคนตั้งหน้าตั้งตาทำงานเก็บเงินไว้สำหรับอนาคต ไว้สำหรับวัยเกษียณ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรล่ะว่า ความตายจะเข้ามาหาเราเมื่อไรกัน หลายๆคนใช้ชีวิตโดยที่ลืมตระหนักถึงความตาย เราลืมไปว่า ความตายคือเงามืดของชีวิต ความตายอยู่รอบตัวเราตลอดเวลา และพร้อมที่จะกระโจนเข้าหาเราในทุกๆเมื่อ แล้วเพราะเหตุใดกัน เราถึงไม่ตระหนักถึงความตาย?

            หลายๆคนเคยได้ยินคำสอนที่กล่าวกันว่า "ตายไปก็เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้" นั่นเป็นเรื่องจริง ความตายพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากชีวิต มันดูเหมือนเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่เรามุ่งใช้ชีวิตเพื่อกอบโกยอะไรหลายๆ อย่างเข้ามาในชีวิต และสุดท้ายความตายก็พรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมด แล้วเพราะเหตุใดกัน ที่เราทุกคนถึงได้ตั้งหน้าตั้งตากอบโกยอะไรหลายๆอย่างเข้ามาในชีวิต อะไรหลายๆอย่างนั้นมิได้หมายถึงแค่วัตถุหรือสิ่งของเท่านั้น แต่รวมถึงอารมณ์ ความรู้สึก และทุกๆสิ่งที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เพราะอะไรเราถึงแสวงหาอะไรต่างๆมากมาย จนเราลืมตระหนักถึงความตาย หลายๆคนอาจจะกล่าวว่า "ไหนๆก็จะตายแล้ว ก็ขอหาความสุขให้กับชีวิตบ้าง" มันไม่ใช่เรื่องผิดที่เราจะคิดแบบนี้ แต่ความสุขที่เราต้องการแสวงหานั้นคืออะไรล่ะ? ความสุขทางกาย หรือความสุขทางใจ  เรากำลังแสวงหาความสุขแบบใดกัน? ความสุขทั้งสองแบบ ไม่มีแบบใดที่เราจะบอกได้ว่าถูกหรือผิด แต่ทว่า มันจำเป็นจริงๆหรือที่เราจะต้องแสวงหาความสุขก่อนที่จะตาย เพราะในขณะที่เราเลือกความสุข ความทุกข์ก็ย่อมติดตามมาดุจเงามืด เราแน่ใจหรือว่า ถ้าเรากอดความสุขไว้เต็มอก ในขณะที่ความตายกำลังย่างกรายเข้ามาหาเรา เราจะตายอย่างมีความสุขจริงๆ? เพราะเหตุใดเราจึงไม่แสวงหาความสงบ ความสงบคืออะไร ความสงบมิใช่การใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางป่าเขา และก็ไม่ใช่การปิดกั้นตัวเองไม่ให้รับรู้ ความสงบคือภาวะที่ปราศจากความสุขและความทุกข์ หากเปรียบเทียบกัน ความสงบเปรียบเสมือนสิ่งที่วางคั่นอยู่ระหว่างความสุขและความทุกข์ ความสงบที่แท้จริง ต้องตัดขาดจากอารมณ์อื่นๆโดยสิ้นเชิง เราไม่อาจกล่าวได้ว่า ความสงบ คือการไม่สุขจนเกินไป และไม่ทุกข์จนเกินไป นั่นไม่ใช่ความสงบ นั่นเป็นเพียงภาวะหนึ่งที่เราเหนื่อยหน่ายกับทั้งความสุขและความทุกข์ เหมือนกับสายน้ำในฤดูร้อนที่แห้งขอด แต่เมื่อใดที่ฝนตกลงมา สายน้ำสายนั้นย่อมไหลต่อไป แต่ความสงบไม่ใช่เช่นนั้น ความสงบเปรียบเสมือนแอ่งน้ำเล็กๆ ที่มีน้ำนิ่ง ใส ไม่มีสิ่งใดมาผันแปรความนิ่งสงบของแอ่งน้ำเล็กๆได้ เมื่อฝนตก แอ่งน้ำก็จะรับน้ำไว้ และเมื่อถึงฤดูร้อน น้ำก็จะแห้งเหือดไป ความสงบคือแอ่งน้ำ มิใช่น้ำ เป็นแอ่งน้ำที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดๆขึ้น จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะเฝ้ารอความตายด้วยความสงบ มิใช่เฝ้ารอความตายด้วยความสุข

ทำอย่างไรล่ะ เราถึงจะได้พบกับความสงบ หนทางเดียวที่เราจะได้พบกับความสงบ คือการตระหนักถึงความตาย มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น เรามิอาจกล่าวได้ว่า ความสงบคือการละทิ้งความสุขและความทุกข์ เรามิได้ละทิ้งทั้งสองอย่างนี้ไป แต่ความสงบทำให้ทั้งความสุขและความทุกข์ไม่มีผลต่อจิตใจเรา เพราะอะไร การตระหนักถึงความตายถึงทำให้เราได้พบกับความสงบ? เราลองหลับตาลง และนึกถึงภาพของใบไม้แห้งใบหนึ่งที่วางอยู่บนผืนดิน ใบไม้แห้งที่วางอยู่อย่างสงบ แม้ว่าจะมีลมพัดมาหรือฝนตกลงมา ใบไม้แห้งก็ยังคงเป็นใบไม้แห้งอยู่เช่นนั้น เราจะมองเห็นความตายค่อยๆพรากมันไปอย่างช้าๆ จนกระทั่งใบไม้แห้งสูญสลายไปจนหมดสิ้น ลองทำให้ใจของเราเป็นหนึ่งเดียวกับใบไม้แห้งใบนั้น เราจะค่อยๆสัมผัสได้ถึงความสงบที่ก่อตัวขึ้นในใจของเรา

ขอให้จิตใจของเราสงบดุจดั่งใบไม้แห้งใบนั้น และไม่ว่าความตายจะกระโจนเข้าหาเราอย่างกระทันหัน หรือค่อยๆคืบคลานมาหาเราก็ตาม ความตายและความสงบจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ดุจดั่งใบไม้แห้งที่สูญสลายเพื่อไปรวมกับผืนดินอันกว้างใหญ่ ผืนดินกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุด ไร้ขอบเขต ไร้นาม...

 

 

 

อีกครั้งที่ฉันได้มายืนอยู่ตรงนี้

ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ระหว่างฉันและเธอ

ยังคงดูเหมือนไกลแสนไกล

ความเงียบงันของเรา

แผ่ขยายออกไปไม่มีที่สิ้นสุด

ไร้การสดับฟังสรรพสำเนียงใดๆ

เธอไม่มีวันจะเข้าใจ...

ฉันไม่มีวันจะเข้าใจ...

 

ฉันยืนอยู่ตรงหน้าเธอ

ฉันเห็นหน้าเธอ

แต่ฉันไม่อาจได้ยินเสียงของเธอ

ฉันสามารถสัมผัสเธอ

แต่ฉันไม่อาจสัมผัสดวงใจของเธอ

ฉันสามารถรักเธอ

แต่เธอมิอาจรักฉันได้...

 

เราต่างก็ยืนกันอยู่คนละฟากฝั่งของความรัก

ดินแดนเดียวกัน

แต่กว้างใหญ่ราวกับว่าไม่มีที่สิ้นสุด

ใต้ดวงจันทร์ดวงเดียวกัน

แต่ดูเหมือนเราไม่อาจพบกันสักครา

ใต้ท้องฟ้าผืนเดียวกัน

แต่ความเข้าใจของเราบินลับไปไกลแสนไกล

ฉันไม่รู้ว่าสิ่งใดพันธนาการเราไว้

ความคิด เหตุผล อารมณ์

 

หลายครั้งที่ฉันพบเธอ

แต่เธอมิได้พบฉัน

เราจมอยู่ในห้วงแห่งความเงียบงัน

ฉันไม่เข้าใจ...

เธอไม่เข้าใจ...

 

อีกครั้งที่ฉันได้มายืนอยู่ตรงนี้

เฝ้ามองใบหน้าของเธอ

รอยยิ้มของเธอ

เสียงของฉันล่องลอยไปไกลแสนไกล

แต่ทว่ามิอาจลอยไปถึงเธอ

 

อีกครั้งที่ฉันได้มายืนอยู่ตรงนี้

และอีกครั้ง...

ที่ฉันต้องเดินกลับไปโดยไม่มีเธอ...

silence song

posted on 18 Nov 2009 15:49 by chinnaphong

The silence still sing voiceless songs

I still cry... in the darkness

My tear drop from sky

My sorrow hided the sunshine

 

I hug myself by my hand

wishing you were standing here

to see the rain...

to feel my pain...

 

Have you ever look back to me?

I'm still waiting for you

like I'm waiting

for the dream that never come true

 

How long that the time pass by

I'm whisper to the silence

Do you remember...

Do you remember...

 

I'm still waiting for you here

someday I'll see your face again

even a second

and then we will depart forever...

[ Song] Endless Memory Album

posted on 08 Nov 2009 10:05 by chinnaphong

Endless Memory by Pun_pianist

 

 My first songs album, it will complete in about 3-4 nex months

[ ภาพถ่าย ] Art of light

posted on 22 Oct 2009 21:06 by chinnaphong

                  Art Of Light

                                       Photo by Wish

 

No.1 : Light bird

 

 No.2 : Falling I

 

  No.3 Falling II

 

No.4 : Smiles

 

 No.5 : Rains

 

No.6 : Hope

 

No.7 : Touch

 

No.8 Fade away

 

No.9 come back

 

 No.10 falling III

 

No.11 Falling IIII

 

 No.12 : Dance

นอนดูฝนดาวตก

posted on 22 Oct 2009 10:05 by chinnaphong

ใครบางคนบอกฉันว่า คืนนี้จะมีฝนดาวตก

ยามราตรีมาเยือน ฉันแหงนหน้ามองท้องฟ้า

หลายวันที่ผ่านมา ท้องฟ้ามีแต่หมู่เมฆ

ทว่าวันนี้ ฉันเห็นดวงดาวมากมายส่องแสงระยิบระยับ

 

นานแล้วที่ฉันไม่ได้พบกับท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวเช่นนี้

ดวงดาวมากมายกระจัดกระจายสะเปะสะปะ

ทว่าฉันมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงดวงดาวทุกดวงเอาไว้

เส้นแสงที่สูญหายไปในรัตติกาล

 

ดึกแล้ว ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ

ท้องฟ้ายังคงนิ่งสนิท ดวงดาวกำลังเคลื่อนตัวช้าๆ

แท้จริงแล้ว โลกหรือดวงดาวกันแน่ที่เคลื่อนไหว

หรือเป็นเพราะหัวใจของฉันกันแน่

 

ดวงตาของฉันมองเห็นแต่ความงดงามของดวงดาว

ดวงดาวทำให้ฉันคิดถึงเจ้าชายน้อย

ฉันมองหาดาว B-612

บางทีมันอาจจะอยู่ที่ไหนสักแห่งบนท้องฟ้า ฉันมิอาจรู้

 

กาลเวลาผ่านไปเนิ่นนาน

แสงสว่างยามอรุณรุ่งเริ่มคลืบคลานเข้ามา

ดวงดาวพากันเลือนหายไปจากฟากฟ้า

ฉันหลับตาลง

ภาพของดวงดาวนับร้อยพันจะตราตรึงอยู่ในใจฉันตราบนานเท่านาน

ยามเมื่อหมู่ดาวพราวพรายบนท้องนภา

ฟากฟ้าอันมืดมิดกลับดูสว่างไสว

เบื้องหน้าคือท้องทะเลสีดำสนิท

ยินเพียงเสียงคลื่นลมแว่วผ่านมาเบาๆ

 

ดวงดาราพร่างฟ้าทอประกาย

แม้ไร้แสงจันทร์ฉาย 

แต่ก็ยังคงงดงามด้วยหิ่งห้อยแห่งดวงดาวนับร้อยพัน

แสงอันริบหรี่ของเธอ

ส่องสว่างภายในใจอันมืดมิดของฉัน

 

เอนกายลงบนผืนทราย

เหม่อมองดูท้องนภากว้างไกล

หากท้องฟ้าไร้ซึ่งหมู่ดาวแล้วไซร้

ท้องทะเลกับท้องนภาคงเป็นผืนเดียวกัน

ห่มคลุมทุกชีวิต

ด้วยรัตติกาลที่แสนอบอุ่น

 

ฉันเพิ่งเข้าใจความอบอุ่นของรัตติกาล

ความมืดมิได้หมายถึงแต่เพียงความเหงาและความอ้างว้าง

ดวงอาทิตย์ที่ร้อนแรงมิได้จากเราไปไหน

หากแต่ยังส่งความห่วงไย ผ่านมากับแสงสว่างของหมู่ดาว

 

เส้นขอบฟ้าที่อยู่ไกลแสนไกล

ณ ตอนนี้ยังคงมืดมิด

แต่หากเมื่อแสงแห่งอรุณรุ่งย่างกรายเข้ามา

ท้องนภาก็จะกลับมาส่องสว่างเช่นเคย

 

 

เมื่อเธอร้องไห้...

posted on 13 Oct 2009 21:03 by chinnaphong

เธอกำลังร้องไห้อยู่ใช่ไหม

จะด้วยเรื่องอะไร ฉันไม่ต้องการจะรับรู้

ขอแค่เพียงเธออย่าพันธนาการตัวเองไว้

ด้วยความโศกเศร้า ความสิ้นหวัง

ให้ชีวิตของเธอก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

แล้วหยดน้ำตาของเธอ ก็จะถูกแสงแห่งอรุณรุ่งช่วยซับเอาไว้

 

เธอกำลังร้องไห้อยู่ใช่ไหม

จะด้วยเรื่องอะไร ฉันไม่ต้องการจะรับรู้

ขอเพียงให้ฉันนั่งอยู่ข้างๆเธอจะได้ไหม

ให้ความเงียบระหว่างเราสองคน

ช่วยซับน้ำตาของเธอ

และเราจะลุกขึ้น ก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกัน

 

ไม่แปลกหรอกที่เธอจะร้องไห้

ไม่ว่าใครๆ ก็ต้องเจอกับความเจ็บปวด และความโศกเศร้า

การร้องไห้ไม่ใช่ความอ่อนแอ

การร้องไห้ไม่ใช่การยอมแพ้

หากแต่เป็นสัญญาณที่บอกว่า

เราจะก้าวเดินต่อไป

 

ให้หยดน้ำตาของเธอเลือนหายไปกับกาลเวลา

ให้ความโศกเศร้าของเธอเลือนหายไปพร้อมกับรัตติกาล

ถึงแม้ว่าเธอจะต้องร้องไห้อีกสักกี่ครั้งก็ตาม

น้ำตาของเธอจะไม่ไหลรินเพราะความโศกเศร้า

แต่จะไหลรินมาพร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสุข

 

ไม่มีถ้อยคำปลอบประโลมใดจะดีไปกว่าความเงียบ

สายลมจะช่วยซับน้ำตาของเธอ

และพัดพาเอาความเจ็บปวดให้จางหายไป

ฉันจะนั่งอยู่ข้างๆเธอตรงนี้

จนกว่าเธอพร้อมที่จะลุกขึ้นก้าวต่อไปอีกครั้ง

และเราจะก้าวเดินไปพร้อมๆกัน

 

 

ในห้องมืด

posted on 12 Oct 2009 22:44 by chinnaphong

เลือดทุกหยดที่หลั่งไหลในตัวข้า

ลมหายใจที่ขับเคลื่อนภายในตัวข้า

ความเจ็บปวดทรมานที่โถมทับตัวข้า

ยกร่างของข้าลอยเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางความมืด

แสงจากเทียมเล่มเล็กๆ

กำลังริบหรี่ลงทุกที

 

ร่างกายข้าถูกฉีกเป็นริ้วๆ

ด้วยคมมีดแห่งความมืด

เลือดมากมายไหลหลั่งออกจากบาดแผล

คงเป็นเพราะความมืด

จึงทำให้ฉันเห็นมันเป็นสีดำ

 

ริมฝีปากของข้านิ่งงัน

ไร้การครวญครางความเจ็บปวด

ดวงตาของข้าหลับสนิท

หูของข้านิ่งเงียบ

สดับเพียงเสียงฝีเท้าของความตาย

ที่กำลังย่างกรายเข้ามา

 

ที่แจกัน

ดอกไม้ดอกใหญ่เหี่ยวแห้ง

เศษฝุ่นและหยากไย่พันธนาการมันเอาไว้

ราวจะฉุดรั้งกับเงื้อมมือของมุจจุราช

ฉันมิอาจคาดเดาผู้ชนะ

 

ภายในห้องมืด เงียบ

พันธนาการแห่งความมืดกักขังฉันเอาไว้

ความตายเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า

และแสยะยิ้มให้ฉัน

มันเอามือลูบไปตามบาดแผล

และมาหยุดอยู่ที่ตำแหน่งหัวใจ

 

แสงจากเทียนเล่มเล็กดับลงแล้ว

ความมืดแผ่ขยายปกคลุมทั่วทั้งห้อง

ความเงียบเองก็เช่นกัน

จะหลับตาหรือลืมตาก็มิได้ต่างกัน